สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในเวียดนาม

เวียดนาม เป็นอีกหนึ่งประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ที่โดดเด่นในเรื่อง การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และภูมิทัศน์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ทะเลสาบและป่าไม้ที่เขียวขจีไปจนถึงทะเลทราย เอาเป็นว่าใครที่อยากสัมผัสทะเลทรายแบบไม่ต้องบินไปไกลถึงตะวันออกกลางหรือแอฟริกา หรือสัมผัสบรรยากาศทะเลสาบขนาดใหญ่แบบไม่ต้องบินไปไกลถึงจีน ก็เตรียมแพลนเที่ยวเวียดนามกันได้เลย วันนี้เรามี 5 สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในเวียดนามที่ควรไปเยือนสักครั้งในชีวิตมาฝากไว้เป็นตัวเลือกสำหรับทริปหน้าของคุณกันค่ะ

1.อุทยานแห่งชาติฟงงาเคบัง ( PHONG NHA KE BANG NATIONAL PARK )

iStock_93475885_MEDIUM-1024x682

อุทยานแห่งชาติฟงงาเคบัง เป็นอุทยานแห่งชาติของประเทศเวียดนามที่ได้รับการลงทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2546 ตั้งอยู่ในอำเภอ Bo Trach และอำเภอ Minh Hoa จังหวัด Quang Binh ติดชายแดนประเทศลาว ห่างจากกรุงฮานอยมาทางใต้ประมาณ 500 กิโลเมตร อุทยานแห่งนี้มีความโดดเด่นทางธรรมชาติและธรณีวิทยา มีระบบนิเวศที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ และมีสัตว์ป่าหายากหลายชนิดอาศัยอยู่ รวมถึงมีภูมิประเทศแบบหินปูนที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียและมีชื่อเสียงในเรื่องความสวยงามของถ้ำซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากกว่า 300 ถ้ำ และยังปรากฎลักษณะทางภูมิประเทศแบบหายากเช่น ลำธารใต้ดินและหินงอกหินย้อยที่สวยงาม เป็นต้น โดยสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของอุทยานแห่งนี้ คือถ้ำฟงงา ( Phong Nha Cave ) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำซอน นอกจากนี้อุทยานแห่งชาติฟงงาเคบัง ยังเป็นที่ตั้งของถ้ำซันดอง หรือ Sun Doong Cave ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติฟงงาเคบังสามารถนั่งเครื่องบินจาก Ho Chi Minh หรือ Hanoi มาลงที่ Dong Hoi และนั่งรถต่อไปประมาณ 50 กิโลเมตร หรือนั่งรถจากเมืองเว้ ประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งถึง 4 ชั่วโมงครึ่ง โดยในตัวเมือง Hue ก็จะมีบริษัททัวร์ที่นำเที่ยวอุทยานแห่งชาติฟงงาเคบังอยู่ด้วยหลายแห่ง

2.ซาปา ( SA PA )

iStock_47070418_MEDIUM-1024x680

เมืองเล็ก ๆ บนภูเขาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนาม ซึ่งตอนนี้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติยอดฮิตอีกหนึ่งที่ เนื่องจากบรรยากาศที่เงียบสงบ อากาศบริสุทธิ์ ภูมิทัศน์เขียวขจี สวยงามสุดลูกหูลูกตา ทะเลหมอกที่ปกคลุมเมือง มีอากาศเย็นสบายตลอดปีเนื่องจากเมืองนี้อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยกว่า 1650 เมตร และสถาปัตยกรรมบ้านเรือนแบบอาณานิคมฝรั่งเศสที่ยังคงเหลือมาถึงปัจจุบัน ซาปามีชื่อเสียงเรื่องทุ่งนาขั้นบันไดที่งดงาม มีน้ำตกสวย ๆ อยู่หลายที่ มีหิมะตกในฤดูหนาว และมีจุดชมวิว Tram Ton Pass ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดในซาปาและเวียดนาม นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่แวดล้อมไปด้วยภูเขา โดยเฉพาะเทือกเขา Hoang Lien Son ที่กั้นพรมแดนระหว่างเวียดนามกับจีน ซึ่งเทือกเขาแห่งนี้ได้รับฉายาจากชาวฝรั่งเศสว่า เทือกเขาแอลป์แห่งอ่าวตังเกี๋ย เลยทีเดียว นอกจากเป็นที่ตั้งของจุดชมวิวที่สูงที่สุดแล้ว หากใครไม่อยากผจญภัยจนเกินไปนัก ก็ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกคือขึ้นไปชมวิวที่เขา Ham Rong ใจกลางเมืองซาปา ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของตัวเมืองและทะเลสาบซาปาได้อย่างเต็มอิ่มเลยทีเดียว การเดินทางมาซาปาที่สะดวกที่สุดคือนั่งรถไฟจากสถานีรถไฟฮานอยไปลงที่สถานีรถไฟลาวไก เมื่อถึงลาวไกก็ต่อรถตู้ที่ให้บริการอยู่ด้านหน้าสถานีรถไฟไปเมืองซาปา การเดินทางท่องเที่ยวภายในตัวเมืองซาปามีให้เลือกหลายรูปแบบ ใครใคร่เดินเดิน ใครใคร่เช่ามอเตอร์ไซค์ขี่ก็เช่าได้เลยค่ะ หรือถ้าใครไม่มั่นใจในความสามารถการขี่มอเตอร์ไซค์ของตัวเอง ก็มีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือรถรับจ้างให้ใช้บริการแบบสะดวกสบายภายในตัวเมืองอีกด้วย

3.อ่าวฮาลอง ( HA LONG BAY )

iStock_55117622_MEDIUM-1024x682

อ่าวฮาลอง อยู่ในพื้นที่อ่าวตังเกี๋ย ทางตอนเหนือของเวียดนาม ห่างจากเมืองฮานอยไปทางตะวันออกประมาณ 170 กิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศเป็นทะเลสาบและมีเกาะหินปูนอยู่เป็นจำนวนมากโผล่ขึ้นมา ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และมีระบบนิเวศที่หลากหลายและสวยงามด้วยน้ำสีเขียวมรกต จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก

กิจกรรมท่องเที่ยวที่สำคัญของอ่าวฮาลองคือการล่องเรือชมเกาะหรือแก่งต่าง ๆ ซึ่งบนเกาะบางเกาะจะมีโพรงถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยสวยงาม สามารถขึ้นไปชมบนเกาะได้ ถ้ำที่มีชื่อเสียงในอ่าวฮาลองคือถ้ำ Hang Dau Go หรือถ้ำมหัศจรรย์ ภายในมีหินงอกรูปร่างคล้ายมังกร การล่องเรือชมอ่าวฮาลองจะใช้ระยะเวลาต่าง ๆ กัน ขึ้นอยู่กับความต้องการของนักท่องเที่ยว อาจจะเป็นหนึ่งวัน สามวันหรือหนึ่งอาทิตย์ก็ได้

 

4.เมืองนิงห์บิงห์ ( NINH BINH )

iStock_53602846_MEDIUM-1024x684

ต่อจากฮาลองเบย์ ก็มาฮาลองบกกันบ้างนะคะ เมืองนิงห์บิงอยู่ทางตอนใต้ห่างจากเมืองฮานอยประมาณ 100 กิโลเมตร โดยกิจกรรมท่องเที่ยวที่สำคัญของที่นี่คือการล่องเรือเหมือนกัน แต่เป็นการล่องเรือชมนาข้าว เนื่องจากภูมิประเทศของเมืองนิงห์บิงห์เป็นพื้นที่ลุ่ม ล้อมรอบไปด้วยภูเขาหินปูนคล้าย ๆ กุ้ยหลินอาชีพหลักของคนที่นี่คือการปลูกข้าว การล่องเรือชมทิวทัศน์ที่เมืองนิงห์บิงห์ถือเป็นการชมชีวิตของชาวชนบทเวียดนามไปด้วย ที่นี่จะใช้เรือแจวลำเล็กจุคนได้ประมาณ 4-5 คนในการเดินทาง เริ่มต้นการล่องเรือที่ท่าเรือ Tam Coc ซึ่งมีความหมายว่า ถ้ำสามแห่ง ที่จะเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ในการล่องเรือลอดผ่านถ้ำทั้ง 3 นี้ นายท้ายเรือชาวเวียดนามก็จะใช้ทั้งมือและเท้าช่วยกันพายเลยล่ะค่ะ เพราะระยะเวลาค่อนข้างนานประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งถึง 3 ชั่วโมง นอกจากการล่องเรือชมภูเขาหินปูนและนาข้าวแล้ว นิงห์บิงห์ยังมีที่เที่ยวแบบชนบทให้ได้สัมผัสกับวิธีชีวิตติดธรรมชาติของชาวเวียดนามอีกมากมาย โดยนักท่องเที่ยวนิยมเช่าจักรยานมาปั่นเล่นชมเมืองกัน การเดินทางมาเมืองนิงห์บิงห์ สะดวกที่สุดคือการตั้งต้นจากฮานอยแล้วโดยสารรถประจำทางหรือจ้างรถ taxi มาที่เมืองนิงห์บิงห์ค่ะ

5.มุยเน่ ( MUI NE )

iStock_92852649_MEDIUM-1024x768

มุยเน่เป็นเมืองตากอากาศชื่อดังทางตอนกลางของเวียดนาม อยู่ห่างจากเมืองโฮจิมินห์ประมาณ 230 กิโลเมตร เป็นเมืองที่มีภูมิทัศน์ที่หลากหลายทั้งแบบชายทะเล และแบบทะเลทราย ใครมาที่นี่ก็เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยล่ะค่ะ เพราะมุยเน่มีชื่อเสียงทั้งในเรื่องของหาดทรายสวย น้ำทะเลใส ชายหาดที่ทอดยาว มีบรรยากาศเงียบสงบ

ใครที่กำลังมีแผนที่จะไปเที่ยวต่างประเทศ นี่เลย คลิกไปที่ พรีเมี่ยมเวิล์ดทัวร์ ( premiumworldtour.info ) เว็บไซต์บริการค้นหา ทัวร์เวียดนาม ที่ตอบโจทย์โดนใจให้กับคุณ ทีมงานมือาชีพพร้อมให้คำปรึกศึกษา 24 ชม.